สร้างโลกไร้จนด้วยแนวคิด “กิจการเพื่อสังคม” หรือ Social Enterprise

หลังจากที่ มูฮัมหมัด ยูนุส ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพร่วมกับธนาคารกรามีนในปี 2006 แนวคิดและงานของ “ธุรกิจเพื่อสังคม”นับพันแห่งทั่วโลก ก็เป็นที่สนใจอย่างแพร่หลายมากกว่าในอดีตมาก รวมทั้งในประเทศไทยด้วย

 

อย่างไรก็ดี ในสังคมไทยยังมีความเข้าใจผิดค่อนข้างมากว่า ธุรกิจเพื่อสังคมคืออะไร แตกต่างจากธุรกิจกระแสหลักอย่างไร นักพัฒนาสังคมผู้มีชื่อเสียงบางท่านสับสนระหว่าง “กิจกรรม/โครงการเพื่อสังคม” กับ “ธุรกิจเพื่อสังคม” โดยเรียกบางกิจการว่าเป็นธุรกิจเพื่อสังคม เพียงเพราะกิจการนั้นๆ เจียดกำไรส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดไปใช้ในการช่วยสังคม ทั้งที่กระบวนการทำธุรกิจของกิจการนั้นเป็นอิสระและเอกเทศจากโครงการช่วยเหลือสังคมอย่างสิ้นเชิง ยกตัวอย่างเช่น ทำกิจการร้านอาหารปกติ แล้วนำกำไรที่ได้ไปบริจาคในโครงการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส

 

นักธุรกิจผู้มีชื่อเสียงบางท่านทึกทักเอาเองว่า กิจการที่ท่านดำเนินการมายาวนานนั้นควรนับเป็น “ธุรกิจเพื่อสังคม” ด้วย เพราะสร้างประโยชน์แก่สังคมบางประการอยู่แล้ว อาทิ ทำให้คนมีงานทำ

 

แต่ในความเป็นจริง ในภาษาซึ่งกำลังกลายเป็นมาตรฐานที่ใช้อธิบายวงการนี้กันทั่วโลก “ธุรกิจเพื่อสังคม” หมายถึงการมุ่ง แก้ปัญหา สังคมหรือสิ่งแวดล้อม ด้วยวิถีธุรกิจ นั่นคือ ดำเนินธุรกิจอะไรสักอย่างเพื่อแก้ปัญหาสังคมหรือสิ่งแวดล้อมโดยตรง แก้ปัญหาผ่านกระบวนการทำธุรกิจ เช่น ก่อตั้งบริษัทกำจัดขยะเพื่อแก้ปัญหาขยะ ก่อตั้งธนาคารเพื่อคนจนเพื่อแก้ปัญหาความยากจน หรือก่อตั้งบริษัทผลิตโยเกิร์ตเสริมสารอาหารขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเด็กยากจนขาดสารอาหาร และพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนด้วยการให้คนจนเป็นคู่ค้า และพนักงานขายของบริษัท

 

ในเมื่อเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่การแก้ปัญหาสังคมหรือสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่ผลกำไร ธุรกิจเพื่อสังคมจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการออกแบบโครงสร้างผู้ถือหุ้น โครงสร้างการบริหารจัดการ และโมเดลธุรกิจ เพื่อสร้างหลักประกันว่าปัญหาสังคมหรือสิ่งแวดล้อมจะได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริง ไม่ใช่กลายเป็นว่าประโยชน์ส่วนใหญ่จากธุรกิจตกอยู่กับผู้ถือหุ้นที่มีฐานะดี หรือผู้บริหารของบริษัทเท่านั้น

 

ในเมื่อ “ความยากจน” เป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ที่เรื้อรังและรุนแรง มูฮัมหมัด ยูนุส จึงมองว่า “ธุรกิจเพื่อสังคม” ที่มีพันธกิจขจัดความยากจนจะต้องให้คนจนเองได้เป็นเจ้าของบริษัท หรือมิฉะนั้นก็จะต้องยอมให้ผู้ออกทุนก่อตั้งได้ถอนทุนตั้งต้นคืนเท่านั้น (จากกำไรระยะแรก) แต่หลังจากนั้นจะต้องไม่จ่ายปันผล เพื่อให้สามารถนำกำไรระยะหลังไปขยายกิจการ เพื่อขยายผลทางสังคมในวงกว้างขึ้นต่อไป

 

รูปแบบ “ธุรกิจเพื่อสังคม” ในแนวคิดของยูนุสมิใช่โมเดลที่นักธุรกิจเพื่อสังคมเห็นพ้องต้องกันทั้งโลก นักธุรกิจเพื่อสังคมหลายรายจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่องให้กับนักลงทุนที่ซื้อหุ้นในธุรกิจเพื่อสังคม เนื่องจากมองว่าวินัยทางการเงินนั้นจำเป็นต่อการสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจเพื่อสังคม หรืออยากดึงดูดนักลงทุนหน้าใหม่ให้เข้ามามีส่วนร่วมกับธุรกิจเพื่อสังคมมากขึ้นพูดอีกอย่างคือ “จุดสมดุล” ระหว่างผลตอบแทนทางการเงิน กับผลตอบแทนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมของธุรกิจเพื่อสังคมแต่ละแห่งนั้น ไม่จำเป็นต้องอยู่จุดเดียวกัน แล้วแต่ความถนัด มุมมอง สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ และบริบททางสังคมที่แวดล้อมกิจการอยู่

 

แต่สิ่งที่นักธุรกิจเพื่อสังคมทุกคนน่าจะเชื่อมั่นคล้ายกัน คือข้อเสนอของยูนุสในหนังสือเล่มนี้ที่ว่า“การนิยามคำว่า “ผู้ประกอบการ” ให้กว้างขึ้นกว่าเดิมจะช่วยให้เราเปลี่ยนลักษณะของทุนนิยมได้อย่างสุดขั้วและแก้ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจที่ยังแก้ไม่ได้ภายในกรอบของตลาดเสรี ลองนึกภาพว่าแทนที่ผู้ประกอบการจะมีแรงบันดาลใจเพียงหนึ่งเดียว (อย่างเช่นการแสวงกำไรสูงสุด) ตอนนี้มีเพิ่มเป็นสองอย่างที่เป็นเอกเทศจากกัน แต่ดึงดูดใจไม่แพ้กัน คือ ก) การแสวงกำไรสูงสุด และ ข) การทำดีเพื่อผู้อื่นและเพื่อโลก แรงบันดาลใจแต่ละชนิดจะนำไปสู่ธุรกิจต่างชนิดกัน เราจะเรียกธุรกิจชนิดแรกว่า ธุรกิจแสวงกำไรสูงสุด และธุรกิจชนิดที่สองว่า ธุรกิจเพื่อสังคม ธุรกิจเพื่อสังคมจะเป็นธุรกิจชนิดใหม่ในตลาด เป้าหมายคือสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก”

เครดิต: คุณคุณพลอยแสง เอกญาติ และสำนักพิมพ์มติชน

รูปภาพ: 
intro: 

หลังจากที่ มูฮัมหมัด ยูนุส ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพร่วมกับธนาคารกรามีนในปี 2006 แนวคิดและงานของ “ธุรกิจเพื่อสังคม”นับพันแห่งทั่วโลก ก็เป็นที่สนใจอย่างแพร่หลายมากกว่าในอดีตมาก รวมทั้งในประเทศไทยด้วย